ก้าวเล็กๆ หนึ่งก้าว
posted on 27 May 2008 17:03 by hoshinosharinเขาถามนั่นถามนี่ ถามถึงอดีตเก่าๆ สมมติเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมาให้ฉันตอบ
ไม่...ฉันไม่ได้รำคาญหรอก
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาลืมถาม ทั้งที่น่าจะถามมากกว่า
ถามว่า.. ฉันจะอยู่ได้ยังไง ที่นั่น และ คนเดียว
ไม่ใช่ไม่เคยอยู่คนเดียว แต่ลืมไปแล้วว่าตอนอยู่คนเดียว มันเป็นยังไง ลืมไปแล้วว่าผ่านมาได้ด้วยวิธีไหน ที่เห็นในบันทึกเก่าๆ ของตัวเองก่อนที่ทุกอย่างจะหายสาบสูญ ก็มีเพียงคำว่า อดทน อดทน อดทน
คำนี้คำเดียวไม่กระจ่างแจ้งพอสำหรับคนโง่อย่างฉันเท่าไรนัก สมองกลวงๆ ของฉันหลงลืมอะไรง่ายๆ แม้แต่คำที่ตัวเองพึ่งจะพูดหรือได้ยิน เพราะถ้ามันเจ็บปวดเกินไป เกินกว่าที่ฉันอยากจะจดจำ อีกไม่นานฉันก็จะเริ่มลืม
คนใกล้ตัวบอกว่า..ฉันหลอกตัวเองว่าลืม แต่พูดจริงๆ นะ บางครั้งฉันลืมมันไปจริงๆ มันเป็นเหมือนปฏิกริยา หรือระบบสมอง อะไรสักอย่าง ฉันว่ามันไม่ได้แปลกประหลาดอะไรเลย ทุกคนก็อาจจะเคยเป็น คือเมื่อเราไม่อยากจำเรื่องแย่ๆ สมองเราก็จะต่อต้าน ไม่ยอมรับ แล้วสุดท้าย มันก็หายไป หรือไม่แน่ อาจจะถูกเก็บไว้ในที่ที่ลึกมากๆ เป็นอะไรนะ...อะไรที่ลึกกว่าจิตใต้สำนึกน่ะ ฉันก็ลืมชื่อเรียกมันไปแล้วด้วยสิ
ฉันรู้ อีกไม่นาน ฉันก็จะลืมหมด อาจจะจำเหตุการณ์ได้ แต่ความรู้สึก มันอยู่กับฉันไม่ได้นานหรอก เพราะมันจะหายไปกับกาลเวลา กับเสียงหัวเราะ กับความเบิกบานใจ ที่อนาคตมันจะต้องเกิดขึ้น และจะเป็นเหมือนสารทำละลาย ละลายทุกอย่างให้หายไป เหมือนเวลาที่ฝนตกใส่ภาชนะเปื้อนๆ แม้คราบความมันจะยังมีอยู่ แต่เศษอาหารก็จะหายไปจากตรงนั้น(เปรียบเทียบอะไรเนี่ย สร้างสรรค์ซะไม่มีละ)
แต่ว่า...มันอยู่ยังไงนะ อยู่คนเดียวน่ะ? แล้วจะดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะการอยู่คนเดียวครั้งนี้ มันหมายถึงคนเดียวจริงๆ ไม่มีเพื่อนๆ ที่ทำให้อบอุ่นใจอยู่ที่นั่น ไม่มีใครให้ชวนไปไหนมาไหน มีแต่ภาพเก่าๆ ที่อาจหวนมาทำร้าย ถ้าสิ่งที่ฉันคิดว่าลืม จริงๆ แล้วไม่ได้ลืม
หรือฉันจะหนีความจริงมานานเกินไป จนเริ่มหวั่นไหวเมื่อต้องกลับไปสู้กับความเป็นจริง
ฉันมักจะบอกคนรอบตัวว่าอย่าหนีปัญหา แต่ฉันนั่นแหละที่ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเองชอบหนีปัญหา เพราะเมื่อคิดว่ารับไม่ไหว ทนไม่ได้ ฉันก็จะตัดทิ้ง แล้ววิ่งหนีมันซะ
บางครั้งวิ่งหนีไปเจอที่ให้ซุกซ่อน บางครั้งไปเจอทางตัน บางครั้งเจอความเวิ้งว้าง แต่อย่างไรเสีย ขอเพียงไม่ต้องประจัญหน้าอยู่กับปัญหา ฉันก็พึงใจแล้ว แต่ทั้งๆ ที่รู้นะ ว่าปัญหาไม่ได้หนีไปไหน มันรอให้ฉันกลับมาแก้
ตอนเด็กๆ ฉันเคยกลัวครูประจำชั้นมาก ที่เวลาขอไปซ้อมดนตรี จะไม่เคยอนุญาต และจะด่าให้เจ็บแสบ ทำให้เด็กตัวเล็กๆ กลัวจนตัวสั่น ตอนหลังฉันเลยไม่ขอไม่เขออะไรละ ถึงเวลาต้องไป ฉันก็จะหนีไปเฉยๆ เลย ครูอยากด่าก็ด่าข้างหลังแล้วกัน ฉันไม่อยู่ฟัง
และมันก็ล่วงเลย จากแค่หนีเรียนคาบสุดท้าย มาเป็น ไม่เข้าเรียนสักวิชา ทำให้ครูประจำชั้นเอือมระอา และปล่อย มองเห็นฉันไม่มีตัวตน
ตอนแรกฉันก็รู้สึกดี ที่ครูไม่ตาม ไม่ตี ไม่ด่า ไม่ลงโทษ แต่พอหลังๆ เข้า ฉันก็เริ่มรู้สึกประหลาดๆ เมื่อพบว่า การไม่เข้าเรียนเลย ทำให้ฉันไม่สนิทกับเพื่อนในห้อง(แม้จะไปสนิทกับเพื่อนต่างห้องก็เถอะ) และนั่นทำให้สองปีที่อยู่ในห้องเรียนนั้น ผ่านไปอย่างไร้ค่า
เมื่อมาถึงวันนี้ ฉันจำเพื่อนร่วมห้องไม่ได้สักคนเดียว
ปัญหาหนึ่งที่ฉันวิ่งหนี มันกลับมาก่อให้เกิดอีกปัญหาหนึ่ง และกลายเป็นปัญหาผลพวงตามมา ถึงฉันจะหลอกตัวเองว่า ไม่เห็นเป็นไร ชีวิตช่วงนั้นกับคนพวกนั้น ฉันก็ไม่ได้อยากจะผูกพันอะไรอยู่แล้ว พวกคนเห็นแก่ตัวในห้องเก่ง ทำไมคนโง่ๆ อย่างฉันจะต้องไปยุ่งด้วยกันเล่า ฉันไม่ได้มีค่าอะไรในสายตาพวกเขาอยู่แล้วนี่
แต่เหมือนฉันจะลืม วันที่หัวหน้าห้องที่สุดแสนจะหวงสมุดการบ้าน อยู่ๆ ก็เอาสมุดตัวเองยัดใส่กระเป๋าฉัน และขอให้ฉันทำการบ้านมาส่งครูพรุ่งนี้เหมือนคนอื่นเขา ด้วยการลอกของเธอ
และดูเหมือนฉันจะลืม วันที่เพื่อนโต๊ะข้างๆ เด็กผู้ชายขี้ฟ้องซึ่งฉันเกลียดหน้ามันมากๆ เป็นคนฝากกระเป๋าหนังสือที่ฉันไม่สนใจจะเอากลับบ้าน ฝากไว้กับเพื่อนสนิทฉันที่อยู่ห้องอื่น ให้เอามาให้ฉันที่โดดเรียนไปแล้วที
ตอนนั้นฉันไม่รู้สึกลึกซึ้งอะไรเลย เพราะฉันมองแต่ภาพในมุมของฉัน มุมที่มองไม่เห็นใคร
นอกจากตัวเอง
กลับมาย้อนดูตัวเองในวันนี้ ฉันเริ่มสับสนว่า การที่ฉันทำเป็นเข้มแข็ง พยายามจะเข้มแข็ง หลอกตัวเองและใครต่อใครว่าเข้มแข็ง จริงๆ มันคือความเข้มแข็ง หรือ อวดดี กันแน่?
ดีแล้วหรือเปล่า ที่ฉันจะไปอยู่ที่นั่นคนเดียว ถึงแม้มันจะไม่กี่เดือนก็เถอะ แต่หนึ่งอาทิตย์ที่เรียนแค่สามชั่วโมงเนี่ย มันว่างมากจนฉันอาจจะทำอะไรบ้าๆ หรือฟุ้งซ่านไปแล้วก็ได้
สังคมไม่ต้องการฉัน หรือฉันมันบ้าที่คิดไปเอง แล้วก็กีดกันตัวเองออกมาจากสังคม แล้วก็ทำตัวเป็นอะไรสักอย่าง ลอยไปลอยมา ไร้สาระเต็มที แต่ตั้งความหวังไว้มากมาย แล้วก็บอกโลกให้รู้ว่า ข้าไม่ใช่คนไม่มีแก่นสาร
แล้วแก่นสารมันคืออะไร? จุดหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร? สรุปแล้ว...ทุกๆ อย่างที่ตั้งใจให้มันเป็นไป ฉันทำไปเพื่ออะไรกัน?
หรือคำตอบของทุกคำถาม จะเป็น ว่างเปล่า...ไม่มีอะไรเลย
พ่อพึ่งโทรมา และไม่ได้ตะโกนเสียงดังใส่หู เมื่อสุดท้าย พ่อก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ในสิ่งที่ฉันเป็น แม้อาจารย์คนหนึ่งจะปลอบฉันว่า มันไม่ใช่ความผิดของหนู แต่ฉันรู้ว่า อย่างน้อยสักนิดฉันก็ต้องผิด ไม่อย่างนั้นเรื่องราวจะไม่บานปลายอย่างนี้เลย
ฉันไม่ได้ขอโทษพ่อ ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าการตอบคำถาม และ...เริ่มคิดถึงคำพูดของคนข้างกายที่เคยมีปัญหาใกล้ๆ เคียงๆ กัน ที่เขาเตือนสติฉัน ว่าอย่าทระนงในความโง่ของตัวเอง
ถ้ามันสามารถแก้ปัญหาได้ แม้เพียงเรื่องหนึ่ง มันก็อาจจะดีกว่า การที่ฉันแบกทุกปัญหา และบ้าไปกับทุกอย่าง จนล้มป่วยอย่างนี้ ซึ่งเป็นการป่วยที่ทุเรศที่สุด มันทำเอาฉันใกล้จะบ้าอยู่แล้ว
พ่อไม่ได้พูดถึงเรื่องเก่า ถึงมันจะไม่ได้รับประกันว่าพ่อจะไม่พูดเรื่องเก่าอีกก็เถอะ แต่อย่างน้อย ฉันคิดว่า คนอย่างพ่อ(ที่ฉันดันไปถอดแบบนิสัยมา แต่ไม่เอาสมองแบบพ่อมาสักนิด) ต้องเข้าใจอย่างที่แม่เข้าใจว่า เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำได้คือแก้ไข ไม่ใช่โทษว่าใครผิดใครถูก หรือซ้ำเติม
วันนี้ฉันพูดได้นะ เพราะตัวปัญหามันคือฉัน แต่ฉันก็ไม่รู้หรอก ว่าถ้าวันหนึ่งตัวปัญหามันคือคนอื่น เอาแค่ง่ายๆ มองกลับกัน ถ้าวันหนึ่งฉันเป็นแม่คน แล้วมีลูกที่ทำเรื่องอะไรได้มากมายขนาดนี้ ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าจะนึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนนี้ได้หรือเปล่า? หรือตอนนั้นฉันจะกระโดดเข้าไปบีบคอลูกเสียแล้ว
เอาเถอะ ให้เป็นเรื่องของอนาคต หวังว่าพ่อของลูกฉัน จะไม่บ้าบอตามฉันก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นคงสงสารเด็กน่าดู
อย่างหนึ่งที่พอจะสรุปได้เกี่ยวกับความรู้สึกตัวเอง หลังจากวางโทรศัพท์ที่ค่อนข้างชืดชาของพ่อ...ซึ่งกินเวลาเพียงหกนาที
พ่อแม่ ยังไงก็คือพ่อแม่ เขาไม่มีวันทิ้งลูกไปได้ลงคอหรอก ต่อให้ลูกจะก่อเรื่องได้มากมายแค่ไหน
เชื่อมั้ย เขียนมาถึงประโยคนี้ ฉันก็คิดถึงแต่สิ่งดีๆ ที่เคยได้รับมาตลอด ตั้งแต่การทะนุถนอมเป็นไข่ในหินตอนยังเป็นเด็กเล็ก จนโตมาเป็นวัยรุ่นที่อยากได้อะไรก็ถูกประเคนให้ และโตขนาดนี้ ที่มีงานทำ ปฏิเสธเงินที่บ้าน แต่พ่อก็ยังส่งเงินเท่าเดิมทุกเดือน แต่เปลี่ยนไปเป็นการลงทุนระยะยาวในชื่อของฉันแทน
บางที เราก็มองไม่เห็นสิ่งดีๆ ที่คนใกล้ตัวเราทำให้นะ จนกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น และเราสำนึกได้ด้วยตัวเอง
แต่บางคนก็สำนึกช้าไปหน่อย เหมือนฉัน ที่เกือบจะสายไป
เอาเถอะ คงถึงเวลาแล้วละมั้ง ที่ฉันจะโละความคิดเก่าๆ และบ้าๆ ที่ฝังหัวตัวเองมาแบบผิดๆ ตั้งแต่เล็กจนโตนี่ เสียที
เปิดหัวใจให้กว้าง..วันนี้ มันคงยังไม่สายไปสินะ?